September 19, 2010
ข้าว(กล้อง)ผัดต้มยำกุ้ง

ข้าวกล้องผัดต้มยำกุ้ง
1. กุ้งสด
2. ตะไคร้ซอยบาง ๆ
3. ข่าอ่อนซอยบาง ๆ
4. พริกขี้หนูสับละเอียด
5. ข้าวสวย 1 ถ้วย
6. กระเทียมสับ
7. ใบมะกรูดฉีก
สำหรับส่วนผสมน้ำปรุงรส
1. น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
2. ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
นำทุกอย่างผสมรวมกัน ใส่ถ้วยพักไว้
เริ่มต้นด้วยการตั้งกระทะ ใส่กระเทียม ตะไคร้ ข่า และพริกขี้หนูสับ ลงไปเจียวกับน้ำมันพอหอม ใส่กุ้งลงไปผัดพอสุก ปรุงรสด้วยน้ำปรุงรสที่เตรียมไว้ ใส่ข้าวสวยลงไป ผัดเข้ากัน ปิดไฟ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากัน ตักใส่จานโรยหน้าด้วยผักชี พร้อมเสริฟ
September 8, 2010
หมอดูวังหลัง
วันนี้นึกครึ้มอะไรไม่รู้ ไปเดินเล่นวังหลัง อยากจะดูหมอดู แต่ก็ไม่รู้ว่าหมอดูเจ้าไหนแม่น
เดินผ่านร้านขายน้ำปั่น แวะซื้อน้ำปั่น เลยถามเจ้ร้านขายน้ำปั่นซะเลย
เจ้ร้านขายน้ำปั่นแนะนำว่า หมอผอบงัย เค้าดังจะตาย เดินตรงไปดูทางขวามือไว้นะ
ไปถึง..คนนั่งรอล้านแปดมากๆ ระหว่างนั่งรอ ได้คุยกับผู้หญิงคนนึง ถามเค้าว่า แม่นจริงหรอ
เค้าบอกว่า แม่น คิดเอาเองละกัน เพราะเค้าดูที่นี่มา3ปีแล้ว (เออ..ถ้าไม่แม่นคงไม่กลับมา)
แต่ถ้าจะเอาแบบ บอกได้เลยว่าจะได้เงินในอีกกี่วันข้างหน้า ต้องไปหมออู๊ด
น่าลองแฮะ ตรงนี้คนก็เยอะ แต่ก็ถามเค้านะว่า ถ้าหมออู๊ดบอกได้ตรงแบบนั้น แล้วมาดูที่นี่ทำไม
เค้าบอกว่าเค้าดู2ที่ ตรงนี้คนเยอะแฮะ สงสัยต้องลอง ถามทางเค้าเสร็จ ลองเดินไปหาๆดู
หาเจอก็ดู หาไม่เจอก็ไม่ต้องดู ดันเจอแฮะ ไปถึงหมออู๊ดกำลังดูลูกค้าอยู่1คน
รอสักแป๊บก็เสร็จ เค้าเอาวันเดือนปีเกิดเราไปดู แล้วก็บอกว่าเราติดไปบนที่ไหนไว้
(ตรูไหว้พระยังไม่ค่อยจะอธิษฐานเลย จะไปบนที่ไหนฟระ-*-)
ให้ไปแก้โดยไหว้พระพรหม (เอาเหอะ มีเวลาก็ทำซะ จะได้สบายใจ)
ภายใน 67วัน จากวันนี้ แล้วค่อยกลับมาดูใหม่จะดูให้ฟรี
เวลายังเหลือ เดินย้อนกลับไปดูหมอผอบใหม่ละกัน ไปถึงเค้าบอกให้เรานั่งก่อนเลย
เพราะว่าเค้าจำได้ว่าเมื่อกี้เรามาแล้วกลับออกไป ให้ต่อจากคิวนี้ได้เลย
ซึ่งตรงข้ามกับหมออู๊ดมากที่ไม่มีการจองล่วงหน้า สงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าที่นั่งรอในร้านเท่านั้น
(เล่นตัวมั้ย?? ซึ่งหมออู๊ดบอกว่าเราโชคดีมากที่มาถึงได้ดูเลย
เพราะปกติลูกค้าจรจะไม่ค่อยได้ดูหรอก อ้าว..ก็บอกว่าไม่มีจอง
แล้วลูกค้าจรไม่ได้ดูแล้วดูใครฟระ??) กลับมาที่หมอผอบ เค้าเอาแค่วันเดือนปีเกิด
แล้วมาแตะมือเรา เค้าทายนิสัย ทายอดีตเราถูกหมดเลยนะ
เรื่องเดียวที่ขำ คือบอกว่า พ่อเราแข็งแรง (พ่อเก๊าเป็นมะเร็งเหอะ= =” แต่จะว่าไป..
พ่อเราก็เหมือนคนปกติทุกอย่าง เพียงแต่เหนื่อยง่ายแค่นั้น)
ถ้าเทียบถึงราคา หมออู๊ด 199บาท และหมอผอบ 150บาท
ความพอใจ และความสบายใจแล้ว ยกให้หมอผอบ
ทั้งที่เปิดมาก่อนหมออู๊ดแต่ลูกค้าก็ยังคงเยอะอยู่ตลอด
August 30, 2010
เย็นวันหนึ่งบนรถซูบารุ
เมื่อสักครู่ นั่งรถซูบารุ ออกไปซื้อของที่ตลาดแถวบ้าน
ขากลับ มีหนุ่มน้อยจ้ำม้ำ น่าจะเรียนอยู่ชั้นม.1 สะพายกระเป๋าเป้ใบโต
นั่งอยู่ตรงทางขึ้น-ลงรถ พอรถเบรกที ตัวก็จะเอียงไปตามแรงรั้งของกระเป๋าเป้
จนคนในรถช่วยกันดึง ช่วยกันจับแทบไม่ทัน รวมถึงแคทด้วย
พี่คนที่นั่งข้างแคทก็บอกให้หนุ่มน้อย เข้ามานั่งข้างใน เพราะกลัวจะตกจากรถ
พ่อหนุ่มน้อยกลับบอกว่า “ไม่เป็นไร กระเป๋าหนักเฉยๆครับ”
แคทหันไปมองที่กระเป๋าเป้ใบโตที่หลัง เลยถามไปว่า “ไม่ได้จัดตารางสอนหรอครับ”
หนุ่มน้อยรีบตอบกลับมาว่า “ขี้เกียจจัดครับ ในกระเป๋ามีหมดทุกอย่าง”
อู้ยยยยย..แมนมากค่ะพ่อคู้ณณณ..กล้าทำก็กล้ารับ
แบบนี้สิ..ลูกผู้ชายตัวจริง!!
June 2, 2010
กระดูกหมูอ่อนต้มโค้ก
มีกระดูกหมูอ่อนอยู่ในช่องฟรีซ จะเอามาทำกับข้าวอะไรทานดีน๊า..
ลองมากับข้าวง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครทำก็อร่อยเหมือนกัน สำคัญที่ต้องใจเย็นๆดีกว่า ฝึกความอดทน อิอิ
สิ่งที่ต้องเตรียมมีไม่มากเลย…
- กระดูกอ่อนซี่โครงหมู /ซี่โครงหมู / เนื้อหมูสันนอกหั่นเป็นชิ้นลูกเต๋าพอดีคำ (แล้วแต่ความชอบเลยค่ะ)
- ซุปหมูก้อน 2ก้อน (1กล่องเล็กก็พอค่ะ)
- โค้ก 1กระป๋อง
- ถ้าชอบเผ็ด เติมพริกไทยลงไป 3/4ช้อนชา หรือมาก-น้อยตามใจชอบเลยค่ะ
เอาล่ะ..ลงมือทำได้.. ไม่ยากเลย เริ่มจากการที่เอาทุกอย่างใส่ลงไปในหม้อ แล้วยกขึ้นตั้งบนเตาได้เลย
โห…ง่ายไปมั้ย?? หรือจะเอายากกว่านี้…เอ่อ.. คิดไม่ออก เอาไว้คิดได้จะช่วยทำให้มันยากกว่านี้นะ
ตั้งบนเตา ให้มันเดือด ถามว่า ไม่เดือดได้มั้ย?? ก็ได้นะ ไม่ต้องเปิดแก๊ส
เอ่อ..แล้วชาติไหนมันจะเสร็จล่ะคะคู้ณณณ..-*- พอเดือดแล้วหรี่ไฟเบาๆให้น้ำพอปุดๆอยู่ตลอด
เอาทัพพีคอยคนเรื่อยๆ น้ำโค้กที่เราใส่ไว้จะมีตะกอนดำๆ ไม่ต้องตกใจนะคะ เดี๋ยวก็ชิน หุหุ (มีชินด้วยวุ๊ย)
น้ำจะค่อยๆแห้งลง คอยคนดีๆนะคะ ระวังหม้อจะไหม้ บอกแล้วต้องใจเย็นๆ เพราะต้องเคี่ยวไฟอ่อนๆ
หมูจะได้นุ่มๆ และส่วนผสมจะได้ซึมเข้าไปในเนื้อหมูด้วย
ในระหว่างที่น้ำยังท่วมหมูอยู่แบบนี้ จะแอบchat เล่นtwitter BBM หรืออะไรก็ตามแต่ไปด้วยก็ได้นะคะ
เพลินๆดี แต่อย่าเพลินมาก แอบแว๊บมาทำทีเป็นแกล้งสนใจ เอาทัพพีมาคนบ้างไรบ้าง
เวลาผ่านไปน้ำจะเริ่มแห้งแล้วนะคะ คราวนี้ต้องสนใจมากหน่อยแล้วล่ะ
จะมัวแต่นั่งท่องโลกworld wideไม่ได้แล้ว เพราะ..หม้ออาจจะไหม้ได้ คอยเอาทัพพีคนอยู่เรื่อยๆนะคะ
ที่เห็นเป็นคราบดำๆ คือคราบตะกอนโค้กที่ติดข้างหม้อนั่นแหละ ปล่อยเค้าไปนะคะ แล้วไปขัดหม้อเอา หุหุ
คนไปเรื่อยๆ จนน้ำแห้งหายไป จะเหลือแต่ น้ำมันที่ออกจากหมู และน้ำโค้กเหนียวๆ ติดหม้อ กับติดหมูเท่านั้น
เสร็จแล้ว ช้อนเอาแต่เนื้อขึ้นใส่จานเสิร์ฟได้เลย^^
จะทานเป็นกับแกล้ม พร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็อร่อย
หรือจะทานเป็นกับข้าว หรือทานคู่ข้าวเหนียว ก็เข้ากั๊น เข้ากัน
ลองทำกันดูนะคะ บอกแล้วว่า เมนูนี้ใครทำก็อร่อย
February 10, 2010
แตกต่้างแต่เติมเต็ม
แปลกมั๊ย…ใครๆ ก็คิดว่าเวลากับนาฬิกาเป็นสิ่งที่คู่กันเสมอ
จริงๆ แล้ว มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นซักหน่อย
เวลา… เดินไปข้างหน้า
นาฬิกา… เดินอยู่ที่เก่า
เวลา… เราไม่อาจย้อนกลับ
นาฬิกา… เราหมุนย้อนมันได้
เวลา… เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกร้องคืน
นาฬิกา… เสียก็ซ่อม หรือซื้อใหม่ไปเลย
เวลา… ได้มาฟรีๆ ไม่ต้องแลกกะอะไร
นาฬิกา… ยิ่งสวยยิ่งแพง ใช้เงินซื้อมันมาทั้งนั้น
แล้วอย่างนี้ มันจะคู่กันได้ยังไง
ในเมื่อมันแตกต่างกันเหลือเกิน
แต่ถามหน่อย… ถ้าไม่มีนาฬิกา จะรู้เวลามั๊ย
หรือถ้ามีแต่นาฬิกา แต่ไม่รู้จักเวลา จะมีประโยชน์อะไร
ถึง 2 สิ่งจะแตกต่างกัน แต่ถ้ามันจะคู่กันแล้ว
ย่อมมีจุดร่วมกันเสมอ เพียงแต่จะมองเห็นมันรึป่าว?
ฉัน… อาจเหมือนกับเวลา ที่ชอบเดินไปข้างหน้า
หาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย โดยทิ้งหลายสิ่งไว้ข้างหลัง
เค้า… อาจเหมือนกับนาฬิกา ที่ยังเป็นแบบเดิมๆ
ใช้ชีวิตและทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ในมุมเก่าๆ
ฉันอาจไม่พบกับเค้าเลย ถ้าฉันยังดึงดันจะมองแต่ข้างหน้า
ฉันอาจไม่พบกับเค้าเลย ถ้าฉันไม่มองไปข้างหลัง
เค้ายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังอยู่แบบเดิมๆ
เค้ายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของเขาไป
แต่ฉันยังเฝ้ามอง เฝ้ารอ ?
ความแตกต่าง อาจสร้างกำแพงบังเค้าไว้
แต่ฉันยังเชื่อมั่น ว่าซักวัน สิ่งนั้นนั่นแหละ
ที่จะเชื่อมโยงใจเราเข้าหากัน
ความแตกต่าง จะเติมเต็มส่วนที่เราขาดหาย
และสุดท้าย ก็จะเหลือเพียงแค่คำว่า….กันและกัน…
เหมือนกับเวลาและนาฬิกา ที่ยังคู่กันเสมอมาและตลอดไป
FW mail
February 8, 2010
วิ่งตาม ความรัก
สมัยตอนเป็นเด็ก.. จำได้ว่าในวิชาพละศึกษา
คุณครูสั่งให้เราวิ่งรอบสนามกันคนละ 20 รอบ.. เพื่อจับเวลาของแต่ละคน ..
แถมยังมีรางวัลมาล่อใจอีกด้วยว่า.. ใครเข้าเส้นชัยได้คนแรก..
จะมีคะแนนพิเศษเพิ่มให้
พอเริ่มออกสตาร์ท..
ฉันก็สังเกตเห็นเพื่อนหลายคน ..พยายามจะเบียดตัวเอง..ขึ้นมาอยู่แถวหน้าสุด.. เพื่อที่จะได้เปรียบคนอื่นในช่วงออกตัว
แล้วพอครูบอกว่า..วิ่งได้-เท่านั้นแหละ ..
เพื่อนหลายคนของฉัน..ก็วิ่งปรู๊ดออกไปแบบไม่คิดชีวิต
ส่วนฉัน — โน่น วิ่งอยู่หลังสุด
ไม่ได้ช้า..เพราะเหนื่อย ..หรือเพราะวิ่งไม่เก่ง ..
แต่ฉันกำลังรู้สึกสนุกสนาน..กับการวิ่งจับเวลาซะเหลือเกิน ..
เพราะฉันวิ่งไป- คุยไป ..กับเพื่อนซี้รู้ใจ..แบบไม่สนเวลา ..
ฉันสนใจความสนุกสนาน..ระหว่างการวิ่งมากกว่า
บางที..เห็นคนข้างหน้า..ที่วิ่งนำมาหลายรอบ..กำลังชะลอความเร็ว ..เพราะเหนื่อยหอบ ..
ก็อดที่จะขอวิ่งแซงหน้าบ้างไม่ได้ ..
หรือบางที..หันไปเห็นเพื่อนที่วิ่งรั้งท้ายตลอด..
ก็จะพยายามวิ่งให้ช้าลง ..รอให้เขาวิ่งทัน..จะได้คุยไปด้วยกันหลายๆ คน….สนุกดี
หรือบางที..รู้สึกไม่อยากแซงคนข้างหน้าขึ้นมาเฉยๆ..
เพราะว่าวิ่งตามหลังเขา.. จะได้แอบนินทาเขาได้.. สนุกไปอีกแบบ
จะทำลายสถิติไหม ..ไม่รู้หรอก..
รู้แต่ว่า..วิ่งช้าๆ-มันไม่เหนื่อยเร็ว ..และขอแค่วิ่งให้ถึงเส้นชัย..ก็พอ
*
*
คงคล้ายคล้าย..กับ ‘ความรัก’ ..กระมัง
ทุกคน..มี ‘เส้นชัย’ ของตัวเอง ..มีสถิติ-ที่ตัวเองพอใจ
แต่..คนที่เข้าเส้นชัยก่อน ..ใช่ว่า..จะคว้า ‘ความรักที่ดี’ ได้ก่อนเสมอไป ..
และสถิติที่ดี.. ก็ไม่ได้การันตีว่า.. ‘ความรัก’ จะสมบูรณ์แบบ
ในขณะที่..สังคมทุกวันนี้..ปลูกฝังให้เราวิ่งแซงคนอื่น ๆ เสมอ ..
สอนว่า…อย่าพยายามให้ใครแซงหน้า..
เพราะนั่นหมายถึง.. ทำให้เราพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไป
แต่..สังคมของ ‘ความรัก’ ..สอนให้คนรู้จักผ่อนจังหวะก้าว..ให้ช้าลง ..แต่หนักแน่นขึ้น
โลกภายนอก..บอกให้เรารู้ว่า ..
‘อย่าวิ่งตามใคร..ถ้าไม่แน่ใจว่า..จะตามเขาได้ทัน ..
เพราะมันเสียแรงเปล่า.. และโง่เหลือเกิน’
แต่.. ‘โลกของความรัก’ ..
ใครอีกหลายคน…สมัครใจที่จะเป็น ‘คนโง่’.. เพื่อวิ่งตาม ‘คนที่ตัวเองรัก’ ให้ทัน
..ทั้งที่รู้แก่ใจว่า.. ‘ไม่มีวันนั้น’
………………………………
เพื่อนรักคนหนึ่งของฉัน.. มี ‘เส้นชัย’ ..ในหัวใจของเธอเอง
คนรักของเธอ..เป็นนักวิ่งฝีเท้าดี ..เพราะตั้งแต่อยู่กันมา ..เขาออกวิ่งก่อนเธอเสมอ ..
ไม่เคยบอกล่วงหน้า.. และไม่เคยชะลอความเร็วลงเลย ..
แต่ความเร็วของเขา..ก็ไม่มากไปกว่า.. ‘ความรัก’ ที่เธอมี
‘ความรัก’ ทำให้เธอวิ่งเร็วขึ้น.. ใกล้เขามากขึ้น..
และไม่ยอมปล่อยให้เขาทิ้งระยะ..จนคลาดสายตาเธอ
แต่..เมื่อเกือบที่จะถึงตัวเขา ..เธอก็จะเลือกที่จะ ‘วิ่งให้ช้าลง’
..ราวกับว่า..จะวิ่งเหยาะๆ ..ตามเขาไปเรื่อยๆ
เธอแซงหน้าเขาได้ ..แต่เธอไม่ทำ..
แม้แต่จะวิ่งให้ทันเขา-ในแนวเดียวกัน ..เธอก็ทำได้..แต่เธอไม่ทำ
‘เหตุผล’ ..ที่ฟังดูเหมือนง่ายของเธอ..ทำเอาใจฉันนิ่งงัน
‘ถ้าวิ่งให้ทันเขา ..หรือแซงหน้าเขาไป ..ฉันก็คงมองไม่เห็นเขาในชีวิตอีก
แต่ถ้าฉันวิ่งตามเขาห่างๆ แบบนี้ ..เท่ากับว่า..
ฉันยังได้เห็นความเป็นไปของเขา ..ยังมีเขาอยู่ในสายตา ..ในชีวิต
แม้ว่า..เขาจะไม่เคยหันหลังกลับมา.. แล้ววิ่งให้ช้าลงเลย..ก็ตาม’
‘แล้วทำไม..ไม่เข้าใกล้เขากว่านี้ ..
ทำไมต้องเว้นระยะห่างแบบนี้ด้วย.. เธอเป็นคนรักของเขานะ’
คำถามของฉัน..ทำให้แววตาของเพื่อนรัก..ปรากฏรอยเศร้า … แต่ปากยิ้ม
‘ฉันกลัวเขารู้ตัว.. แล้ววิ่งหนีฉันไป-ไกลยิ่งกว่านี้ ..
ถึงวันนั้น..ฉันอาจเหนื่อยจนหมดแรง..ที่จะวิ่งตามอีกต่อไปแล้ว
ห่างแบบนี้ดีกว่า ..ฉันได้เห็นเขา ..มันอุ่นใจ ..
หรือถ้าวันหนึ่ง..เขาล้มลง… ฉันจะได้วิ่งเข้าไปช่วยพยุงได้ทัน
และถ้ามันจะทำให้เขาเห็น ‘ความจริงใจ’ ของฉัน ..
เขาอาจจะชวนฉันวิ่งไปพร้อมกันอีกครั้ง.. ถ้าเขาหายดีแล้ว’
*
*
ความรัก..ทำให้คนมีความหวัง..อยู่เสมอ
ในขณะเดียวกัน ..มันก็ทำให้คนบางคน ‘โง่งมงาย’ เสียเต็มประดา
ถ้าเพื่อน..เลือกที่จะวิ่งออกนอกเส้นทาง.. แล้วไปตั้งต้นใหม่..กับ ‘ใครสักคน’ ที่เขาพร้อมจะวิ่งไปกับเพื่อน..
ป่านนี้เพื่อนของฉัน..คงเข้าเส้นชัยไปนานแล้ว
แต่..เพื่อนยังคงเต็มใจ..ที่จะวิ่งตามเขาไปเรื่อยๆ
แม้ว่าบางที..อาจจะไม่มีวันนั้น .. วันที่เพื่อนเข้า.. ‘เส้นชัยแห่งความรัก’
เพราะบางที….. ‘เส้นชัย’ ..อาจไม่มีความหมายต่อคนบางคน..
หากว่า..เขาเข้าเส้นชัย ..แต่ได้ทำ ‘หัวใจ’ หล่นหายไป..ระหว่างทาง
เมื่อ ‘ความสุข’ คือ… การโง่ที่จะรักและวิ่งตาม
ในสังคมของความรัก… ฉันจึงมองเห็นคนที่ ‘วิ่งช้า’
..และปรารถนาจะเป็น ‘ผู้ตาม’ ด้วยความเต็มใจ..อยู่เสมอ
ความรัก ..ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต
แต่ .. ‘ความรัก’ ..เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิต….มีค่ามากที่สุด
*
*
ตอนนี้..ก็คงจะพอรู้..
ถึงความรู้สึกของ ‘การวิ่งตาม’ ..บ้างแล้วนะ..
.
.
.
อยากเป็น ‘คนวิ่งตาม’…
โดยที่ไม่รู้จักเหนื่อยบ้าง..เหมือนกัน
FW mail
February 3, 2010
เพราะความบังเอิญ หรือ พรหมลิขิต
หลายคน อาจจะเคยได้ยินถึงเรื่องของพรหมลิขิต ที่นำพาให้สิ่งต่างๆโคจรมาเจอกัน แต่แคทกลับได้อ่านบทความของพี่สาวคนนึง ที่กลับบอกว่า “การที่เรามาเจอกัน อาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญ”
วันนี้ ความรู้สึกนั้นกลับเข้ามาอีกครั้ง จากstatusของน้องคนนึงบนfacebook “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญใช่ไหม ที่ฉันและเธอได้พบกัน จากเส้นทางเป็นร้อยเป็นพัน แต่เราก็ยัง ได้มาพบ”
ซึ่งมันไม่มีอะไรแน่นอน บนโลกกลมๆใบนี้ เพราะถ้าหากการที่คน 2คน ได้โคจรมาพบกัน ได้คุยกัน ได้รู้จักกัน อาจเป็นเพราะพรหมลิขิต แต่มันก็อาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
แต่หากความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นในใจ ความรู้สึกดีที่มีต่อคนอีกคนหนึ่งที่เราได้พบล่ะ สิ่งนั้น แคทมั่นใจว่า มันไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน
หากแต่ ความรู้สึกนั้น เป็นความรู้สึกดีๆ เป็นความรู้สึกที่มาจากใจของคนๆนึงซึ่งมีต่อคนอีกคนหนึ่ง ด้วยความตั้งใจ จงใจและปรารถนาดี
แต่แล้ว..มันจะมีความบังเอิญเกิดขึ้นอีกมั้ย?? บนโลกใบนี้ ที่ทำให้ความรู้สึกดีๆ คนของคน 2คนมาตรงกันได้ หากแล้วแต่ความกรุณาจะบังเกิด..
January 30, 2010
อีกด้านของนิทาน
ไปอ่านเจอบทความเรื่องนึง ที่เกี่ยวกับ เจ้าหญิง-เจ้าชาย
ที่สุดท้าย ตอนจบไม่ได้สวยงามเหมือนกับเทพนิยายที่เคยอ่านสมัยเด็กๆ
นิทานสำหรับเด็กหลายๆเรื่อง มักจะมีเจ้าหญิงผู้เลอโฉม และเจ้าชายรูปงาม
เจ้าชายที่ต่อสู้กับเหล่าร้ายเพื่อปกป้องเจ้าหญิง
แต่จะมีใครมองถึงอีกด้านของนิทานนั้นบ้างมั้ย?? ว่าที่จริงแล้ว..
ชีวิตมันอาจจะไม่ได้สวยงามเหมือนกับเทพนิยายเสมอไป
เช่นในบทความที่เอามาฝากกันวันนี้ เป็นอีกด้าน ที่ใครก็อาจจะไม่เคยคิดถึง
ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องมีสูตรสำเร็จตายตัว..The Prince…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเจ้าชายองค์หนึ่ง
เขาได้ออกเดินทางเพื่อตามหาเจ้าหญิงที่สวยที่สุดในโลก
เขาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ท่องเที่ยวไปหลายประเทศ
จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเจอเจ้าหญิงองค์หนึ่ง
เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก สวยมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในชีวิต
ทำให้เขาหลงรักเธอ และอยากได้เธอมาเป็นคู่ชีวิต
แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิดไว้…
มีเจ้าชายที่มาจากหลายๆ อาณาจักรเข้ามาขอเธอแต่งงาน
แต่การที่จะแต่งงานกับเธอได้ต้องผ่านการทดสอบมากมายนานนัปประการ
ซึ่งในที่สุดเขาก็สามารถผ่านการทดสอบเลือกคู่มาได้แต่เพียงผู้เดียวทว่า… ก่อนที่เขาจะได้แต่งงานกับเจ้าหญิงนั้น
มีมังกรท่าทางดุร้ายตัวหนึ่งได้ลักพาตัวเจ้าหญิงไป
เขาได้ออกตามล่าเจ้ามังกรจนตามทันและขับไล่มันได้สำเร็จหลังจากที่ต่อสู้กับมันอย่างดุเดือด
และได้แต่งงานกับเจ้าหญิงและอยู่อย่างมีความสุขที่ปราสาทของตน…The Princess…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเจ้าหญิงองค์หนึ่ง
เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก
เธออยู่ในอาณาจักรที่ห่างไกลและเจริญรุ่งเรือง
เธอชอบออกไปเดินเล่นในป่าเป็นประจำด้วยความรักที่มีต่อธรรมชาติ
จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับพ่อมดรูปงามคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้น
ทำให้เธอหลงรักเขา และอยากอยู่เคียงข้างเขาชั่วชีวิต
แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิดไว้…
มีเจ้าชายที่มาจากหลายๆ อาณาจักรเข้ามาขอเธอแต่งงาน
พวกเขาได้ฝ่าฝันกับการทดสอบเลือกคู่ของพระราชาซึ่งเป็นพ่อของเธอ
ซึ่งในที่สุดก็มีเจ้าชายคนหนึ่งที่สามารถผ่านการทดสอบมาได้แต่เพียงผู้เดียว
ทว่า… เธอไม่ได้รักเจ้าชาย เธอไม่อยากแต่งงานกับเขา ต่อให้พ่อมดจะมีหน้าตาน่ารังเกียจกว่าเจ้าชาย เธอก็ยินดีที่จะเลือกพ่อมดมากกว่าเสียอีก
ก่อนวันแต่งงาน เธอขอร้องให้พ่อมดคนที่เธอรักส่งมังกรมาพาตัวเธอไปให้ไกลๆ
แต่เจ้าชายก็ตามมาทันพร้อมทั้งสู้กับมังกรจนกระทั่งมันพ่ายแพ้บินหนีไปและพาตัวเธอกลับไป
เธอไม่มีโอกาสได้เจอกับคนที่เธอรักอีกเลย ถึงได้แต่งงานแต่ก็ไม่มีความสุข…The Wizard…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีชายหนุ่มหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่ง
เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีงามมาก
เขาอยู่ในป่าแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างจากอาณาจักรมากนัก
ซึ่งในอาณาจักรนั้นมีเจ้าหญิงที่สวยที่สุดในโลกอยู่ด้วย
เขาแอบชอบเจ้าหญิงมานานแล้วแต่เพราะหน้าตาไม่สู้จึงฝึกฝนเวทมนตร์เพื่อเป็นพ่อมด
และก็หาโอกาสออกมาพบกับเจ้าหญิงจนได้
เขาได้ใช้เวทมนตร์เสกให้รูปกายให้งดงามยิ่งกว่าผู้ชายคนไหนในโลก
ซึ่งเจ้าหญิงก็ตกหลุมรักเขา เขาตั้งใจว่าจะให้เธอรักเขาก่อนแล้วค่อยเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง
แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดไว้…
เขาเกิดกลัวขึ้นมาว่าถ้าเธอเห็นหน้าตาจริงๆ ของเขาแล้วเธออาจจะรับไม่ได้
เขาก็เลยรู้สึกท้อใจ และคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงจะไม่ดีแน่
จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ข่าวว่ามีเจ้าชายรูปงามองค์หนึ่งผ่านการทดสอบเลือกคู่ของพระราชาได้
ทว่า… ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมแต่งงานกับเจ้าชายเลย
ก่อนวันแต่งงาน เธอเข้ามาของร้องให้เขาพาเธอไปไกลๆ เพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกัน
เขาก็เลยเห็นว่าน่าจะเป็นการดีเลยส่งมังกรพาตัวเธอไปแล้วให้เจ้าชายไปช่วยเพื่อที่จะให้เธอเห็นว่ามีคนที่ดีกว่าเขา
เขาสั่งให้มังกรออมมือให้เจ้าชายและหนีทันทีที่เห็นว่าสู้มานานพอแล้ว แล้วเธอก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายในที่สุด…”หวังว่าเธอคงจะมีความสุขนะ…”
January 8, 2010
โปรดช่วยเหลือน้องๆด้วยนะคะ
เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของทุกๆท่าน
แต่เด็กๆในพื้นที่จชต.ที่นี่กลับได้รับของขวัญปีใหม่จากผู้ใหญ่ใจร้าย
ด้วยการเผาโรงเรียนบ้านปายอ
…อาคารเรียนได้รับความเสียหายจนใช้การไม่ได้…
วันนี้เด็กๆทุกคนยังต้อง เดินหน้าศึกษาหาความรู้
เพื่อจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่อไป
…หากท่านใดที่มีจิตกุศลและมีหนทางช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้โปรดติดต่อ..
ร.ท.บัญชา ทองเวโรจน์
ฐานปฏิบัติการโตะบาลา
หมู่5 ตำบล กะดุนง อำเภอ สายบุรี
จังหวัด ปัตตานี 94110
หรือ bt42088@hotmail.com







